แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร  สุดยอดความรู้ค่ะ

62

หมอสันต์ ใจยอดศิลป์ แพทย์โรคหัวใจมือหนึ่ง โรงพยาบาลพญาไท เลิกรักษาคนเพราะอะไร

ผมจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังนะครับ คือตัวผมเป็นหมอผ่าตัดหัวใจ ความชำนาญของผมก็คือผ่าตัดแก้ไขหลอดเลือดหัวใจตีบหรือที่เรียกว่าผ่าตัด บายพาส การใช้ชีวิตในวัยทำงานของผมก็ค่อน ข้างใช้แบบสำบุกสำบันเหมือนกับหลายท่านในนี้ซึ่งผ่านวันเวลาแบบนั้นมาหมาดๆ คือทำงานมาก มากเกินไป และไม่ได้สนใจที่จะฟูมฟักดูแลร่างกายมากนัก เพราะมันก็ดีๆของมันอยู่ การผ่าตัดหัวใจเป็นงานที่มักจะต่อเนื่อง พูดง่ายๆว่าติดลม บางวันกว่าจะเสร็จก็สามสี่ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ลูกเมียเขาหลับกันหมดแล้ว ผมต้องไปค้นตู้เย็นหาอะไรกิน เมียเขาจะจัดอาหารโปรดของผมไว้ คือเค้กซาราลี บัทเทอร์เค้ก นั่นแหละของชอบ ผมกินมันทุกคืน แล้วผมเนี่ยสมัยที่ทำงานอยู่ไม่ดื่มน้ำเปล่านะครับ ดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า วันหนึ่งก็หนึ่งลิตรขึ้นไป เพราะดื่มน้ำเปล่ามันไม่สะใจ แล้วเราก็มีเงินซื้อ ใครจะทำไม ในที่ทำงานผมดื่มกาแฟวันละหลายแก้วเพราะทำงานบริหารด้วย เวลานั่งประชุมฟังลูกน้องพูดเพ้อเจ้อผมก็จิบกาแฟไป วิธีชงกาแฟของผมก็เป็นมาตรฐานไทยแลนด์ คือ ทรี-อิน-วัน หมายความว่าน้ำตาล ครีมเทียม กาแฟ ผสมกันมาเสร็จเรียบร้อยในซองเดียว ใช้ชีวิตแบบนี้เรื่อยมา จนถึงวันที่เริ่มป่วย

ตอนนั้นผมอายุห้าสิบปลายๆแล้ว มันเริ่มด้วยอาการเวลาทำงานมากๆแล้วแน่นๆหน้าอกไม่สบาย จิตใจก็ค่อนข้างหงุดหงิดงุ่นง่านจนลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด ตอนนั้นทำสองจ๊อบ คือเป็นหมอผ่าตัดหัวใจด้วย เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย วันหนึ่งตอนเลิกงานประมาณเกือบสามทุ่ม เลขาหน้าห้องมาดักรอผมอยู่ที่ประตู แล้วรวบรวมความกล้าบอกผมว่า “อาจารย์รู้ตัวหรือเปล่าคะ ว่าอาจารย์นะ…หงุดหงิด”

พอเจอจิ้งจกทัก ผมก็มานั่งมองตัวเอง เออ..สงสัยเราจะป่วยจริงๆแฮะ จึงหยุดงานไปให้หมอรุ่นน้องตรวจประเมินสุขภาพอย่างจริงจัง โดยธรรมชาติของหมอจะเหมือนกันทั้งหมอไทยและหมอฝรั่ง คือไม่เคยทำการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถือว่าตัวเองเป็นหมอดูแลตัวเองอยู่ทุกวันอยู่แล้ว เมื่อผมตัดสินใจไปตรวจสุขภาพประจำปี ก็ได้มาหลายโรค อย่างแรกก็คือความดันเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สองก็คือไขมันในเลือดสูงถึงขั้นต้องใช้ยา อย่างที่สามก็คือเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งทราบได้จากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจดูแคลเซียมที่หลอดเลือดหัวใจ อย่างที่สี่ก็คือลงพุง คือน้ำหนักเกิน และส่วนใหญ่มาอยู่ที่พุง ไม่อ้วน แต่หุ่นเป็นแบบไอ้เท่งหนังตะลุง คือหลังค่อมพุงแอ่น นั่นคือตัวผมเมื่ออายุราว 56 ปี หมอรุ่นน้องซึ่งเป็นหมออายุรกรรมหัวใจก็ให้ยามาหลายตัว หนึ่งโรคก็หนึ่งตัว แถมอีกตัวหนึ่งคือยากล่อมประสาท

ผมกินยาตามหมอสั่งได้สองเดือนโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ทำงานเหมือนเดิม อาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจไม่มีอะไรดีขึ้น แถมมีอาการซึมกะทือจากยากล่อมประสาทอีกด้วย จิตใจก็แย่ การเป็นคนป่วยนั่นก็แย่ระดับหนึ่งแล้ว ยังมีความเบื่องานบวกเข้าไปอีก ทั้งๆที่เป็นเจ้านายเขาแต่มันก็เบื่อ มองอนาคตตัวเองด้วยความกังวล ว่าวันนี้เราเป็นความดันสูง ไขมันสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ กินยาหนึ่งกำมือ สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไรผมมองออกหมดแล้ว ถึงจุดหนึ่งก็ต้องไปทำบอลลูน ทำไปสักสองสามครั้งแล้วก็ต้องไปผ่าตัดบายพาส อย่างที่ผมทำให้คนไข้ทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ ทำแล้วบ้างก็ดีขึ้น บ้างก็ไม่ดีขึ้น บ้างก็ตาย เพียงแต่คราวนี้จะเปลี่ยนเป็นตัวผมนอนอยู่บนเขียง ให้หมอรุ่นน้องคนอื่นเป็นคนผ่าตัดให้

ในช่วงที่ผ่าตัดอยู่ วันไหนอารมณ์ดีๆผมจะบอกหมอที่เป็นลูกศิษย์ว่าคุณรู้ไหม วันหนึ่งข้างหน้าคนรุ่นหลานของเราจะเล่าสู่กันฟังด้วยความตลกขบขันว่าสมัย คุณปู่เนี่ย คนเราทำไมโง่จังนะ แค่ไขมันอุดหลอดเลือดหัวใจ หมอสมัยนั้นต้องเอาคนไข้มาผ่าแบะหน้าอกออกเพื่อทำบายพาสหลอดเลือด คือผมพูดอย่างนี้กับลูกน้องเพื่อจะย้ำให้เขาเห็นว่าการผ่าตัดบายพาสเป็นการ รักษาแบบเกาไม่ถูกที่คัน แต่เราก็ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่มี เพื่อให้เขาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ขยันค้นคว้าวิจัยหากวิธีรักษาที่ดีกว่านี้ แต่ว่ามาถึงตอนนี้ผมเป็นคนป่วยแล้ว และวันหนึ่งผมจะต้องมารับการรักษาด้วยวิธีซึ่งผมรู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่า “ไม่ใช่” ผมจะทำอย่างไรดี มีวิธีอื่นอีกไหมที่จะดูแลตัวเองโดยไม่ต้องผ่าตัด คิดไปคิดมาแล้วคำตอบก็มีอยู่คำเดียว คือ…“ไม่ทราบ”

large_1259216066


ณ ตอนนั้นผมเรียนจบแพทย์มาได้สามสิบปีแล้ว ผ่านการเป็นแพทย์ทั่วไป แล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทั่วไป ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมเป็นศัลยแพทย์ทรวงอก ทำงานพักหนึ่งแล้วไปฝึกอบรมต่างประเทศเป็นศัลยแพทย์หัวใจ ทำงานพักหนึ่งแล้วก็ค่อยๆจำกัดชนิดการผ่าตัดลงจนแทบจะเหลือแต่การผ่าตัด บายพาส คือมุดรูเล็กลงๆเรื่อยๆ เหลือความรู้อยู่แต่เรื่องที่ตนเองเชี่ยวชาญอยู่นิดเดียว สามสิบปีที่ผ่านไป มีความรู้อะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในวิชาแพทย์บ้าง ผมไม่ได้ติดตามเลย ผมตัดสินใจถอยกลับมาเรียนวิชาแพทย์ใหม่ด้วยตนเอง ทั้งๆที่ยังทำงานอยู่นั่นแหละ ผมทำในสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่า “การทบทวนวรรณกรรม (literature review)“ คือถอยไปตั้งต้นย้อนยุคเมื่อผมจบแพทย์ใหม่ๆ แล้วไล่มาทีละปีพ.ศ.ว่านับตั้งแต่นั้นมามีงานวิจัยทางการแพทย์อะไรใหม่ๆเกิด ขึ้นโดยที่ผมไม่ทราบบ้าง

ผมได้พบว่ามีงานวิจัยการรักษาโรคหัวใจที่ให้ผลเหลือเชื่อเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ทั้งๆที่ผมเองก็เป็นหมอหัวใจ ผมจะยกตัวอย่างงานวิจัยบางงานที่เตะตาผมจังๆให้ท่านทราบนะ
งานวิจัยนี้ชื่อ EUROSAPIRE เป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ ใช้คนไข้โรคหัวใจถึง 13,935 คน ทำในโรงพยาบาลชั้นดีในยุโรป 67 รพ. ใน 22 ประเทศ และมีระยะติดตามดูนานถึง 12 ปี คือเขาติดตามดูคนไข้โรคหัวใจขาดเลือดที่ได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐาน ปัจจุบัน กล่าวคือกินยา บอลลูน บายพาส คือจะดูว่าถ้าเป็นคนไข้ที่ดี หมอบอกให้กินยาก็กิน และรักษาอยู่กับโรงพยาบาลที่ดี หมอดี เครื่องมือดี ดูซิว่าผ่านไป 12 ปี แล้วคนไข้จะมีอะไรดีขึ้นบ้างไหม ผลวิจัยที่ได้ก็คือ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย อย่างเรื่องความอ้วน ยิ่งรักษากันไปก็ยิ่งอ้วนเผละยิ่งขึ้น ผ่านไปสี่ปีคนอ้วนเพิ่มขึ้น 25% ผ่านไปแปดปี เพิ่มขึ้นอีก 33% ผ่านไปสิบสองปี เพิ่มขึ้นเป็น 38%

มาดูความดันเลือดบ้าง ผ่านไปสี่ปีคนเป็นความดันเลือดสูงเพิ่มขึ้น 32% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 43% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 56% เรียกว่ารักษาไปรักษามากลายเป็นความดันเลือดสูงซะมากกว่าครึ่ง มาดูการเป็นเบาหวานก็ได้ ผ่านไปสี่ปีเป็นเบาหวาน 17% ผ่านไปแปดปีเพิ่มเป็น 20% ผ่านไปสิบสองปีเพิ่มเป็น 28% คือการแพทย์แผนปัจจุบันนี้รักษาคนไข้โรคหัวใจยิ่งทำกันไปก็ยิ่งสาละวันเตี้ย ลง พูดเป็นภาษาจิ๊กโก๋ก็คือ

“..วิธีการรักษาโรคหัวใจของการแพทย์แผนปัจจุบันที่ทำกันอยู่นี้มัน..ไม่เวอร์ค”

คราวนี้มาดูงานวิจัยนี้นะ หมอคนนี้ชื่อ Caldwell Esselstyn เขาเป็นหมอทางด้านต่อมไร้ท่อ เขาได้ทำงานวิจัยโดยเอาคนไข้โรคหัวใจของเขามา 22 คน จับทุกคนสวนหัวใจ ฉีดสี ถ่ายรูปไว้หมด ว่าคนไหน หลอดหัวใจตีบที่หลอดเลือดเส้นไหน ตีบมากตีบน้อยแค่ไหน แล้วถ่ายรูปไว้ แล้วให้คนไข้เหล่านี้กินแต่อาหารมังสะวิรัต กินอยู่นาน 5 ปี แล้วเอาคนไข้ทั้งหมดกลับมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปใหม่ แล้วเอารูปครั้งแรกและครั้งที่สองมาเปรียบเทียบกัน ก็พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบของคนไข้เหล่านี้กลายเป็นโล่งขึ้น อย่างตัวอย่างคนไข้คนนี้ ก่อนเริ่มวิจัย ผลฉีดสีเป็นอย่างนี้ คือเวลาเราฉีดสีเข้าไปในหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ออกมาเป็นภาพยนตร์ ตัวสีจะเห็นเป็นสีขาวอย่างนี้ เวลาที่สีวิ่งผ่านจุดที่หลอดเลือดหัวใจมันตีบแคบหรือขรุขระ เนื้อสีสีขาวมันก็จะถูกบีบให้แคบและเห็นขอบขรุขระด้วยอย่างนี้ ส่วนภาพนี้เป็นผลการฉีดสีหลังจากกินมังสะวิรัติไปแล้วห้าปี จะเห็นว่ารอยตีบรอยขรุขระที่หลอดเลือดหายไป เหลือแต่ลำสีที่วิ่งได้เต็มหลอดเลือดตามปกติ

นี่เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกที่ยืนยันว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบที่เรา เชื่อกันมาแต่เดิมว่าเป็นแล้วไม่มีทางหายนั้นไม่เป็นความจริง ผลการติดตามฉีดสีซ้ำนี้ยืนยันว่ามันหายได้ และในงานวิจัยของเอสเซลส์ทินนี้ ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้มันหายคือการปรับอาหารการกิน

ผมเห็นงานวิจัยนี้ครั้งแรกผมทึ่งมาก ทั้งๆที่เขาทำไว้ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แต่ผมเองเป็นหมอหัวใจผมกลับไม่ทราบเลย เห็นอย่างนี้ผมเชื่อแล้วว่าโรคหลอดเลือดหัวใจมันหายได้ แต่ผมยังมีข้อกริ่งเกรงอยู่ประเด็นหนึ่ง คือตัวผมเองก็เป็นนักวิจัย งานวิจัยที่ไม่ได้สุ่มกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสองกลุ่มไว้เปรียบเทียบกันนั้น จะสรุปเอาดื้อๆว่าหลอดเลือดตีบหายเพราะปรับอาหารย่อมไม่ได้ มันต้องมีงานวิจัยแบบเดียวกันที่เอาคนไข้มาสุ่มตัวอย่างเป็นสองกลุ่มแล้ว เปรียบเทียบกันดู จึงจะพิสูจน์ได้จะจะว่ามันหายเพราะปรับอาหารจริงหรือไม่

แล้วผมไม่ต้องรอนานเลย หมอคนนี้ชื่อ Dean Ornish เขาเป็นหมอหัวใจ เขาได้ทำงานวิจัยที่เอาไข้โรคหัวมาเกือบร้อยคนจับฉลากแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ใครจับได้เบอร์ดำ ไปเข้ากลุ่มควบคุมซึ่งไม่ต้องทำอะไรนอกจากใช้ชีวิตแบบที่เคยทำมาตามปกติ ใครจับได้เบอร์แดงไปเข้ากลุ่มที่ต้องปรับชีวิต คือต้องทำสามอย่าง ได้แก่ (1) ต้องกินอาหารมังสะวิรัติบวกปลา บวกนมไร้ไขมัน (2) ต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละ 5 ครั้ง (3) ต้องจัดการความเครียดด้วยการทำสมาธิตามดูลมหายใจ หรือรำมวยจีน หรือโยคะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกวัน ก่อนเริ่มวิจัยก็เอาทุกคนทั้งสองกลุ่มมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปหลอดเลือดไว้ ก่อน พอครบหนึ่งปีก็เอามาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก พอครบห้าปีก็เอาทุกคนมาสวนหัวใจฉีดสีถ่ายรูปอีก ผลวิจัยที่ได้ยืนยันงานวิจัยของเอสเซลส์ทีน คือ กลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบที่หัวใจโล่งขึ้น ขณะที่กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอบตีบเดินหน้าตีบแคบลง ผลการสวนหัวใจเมื่อห้าปีก็ยิ่งยืนยันว่ากลุ่มที่ปรับชีวิตรอยตีบก็ยิ่งโล่ง ขึ้นอีก กลุ่มที่อยู่เฉยๆรอยตีบก็ยิ่งตีบแคบลงอีก ต้องเจ็บหน้าอกบ่อยกว่า เข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่า

มาถึงตรงนี้โรคหลอดเลือดหัวใจนั้นชัดแล้วว่ามันหายได้ด้วยการกินอาหารที่มี พืชเป็นหลัก ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด แล้วความดันเลือดสูงละ ผมได้ค้นคว้าต่อไปอีก ก็พบว่ามีงานวิจัยการลดความดันเลือดโดยไม่ใช้ยาทำไว้เป็นจำนวนมาก เรียกว่าเป็นหลักฐานที่ชัดเจน ผมสรุปมาให้ดูตรงนี้คือถ้าลดน้ำหนักได้ 10 กก. ความดันตัวบนจะลดลง 20 มิล ถ้ากินอาหารมังสะวิรัติบวกนมไร้ไขมันบวกปลาความดันตัวบนจะลดลง 14 มิล ถ้าออกกำลังกาย ความดันตัวบนจะลดลง 9 มิล ถ้าเลิกกินเค็ม ความดันตัวบนจะลดลง 8 มิล ถ้าบวกสี่อย่างนี้เข้าด้วยกันความดันตัวบนก็จะลดลงได้มากโดยที่ไม่ต้องใช้ยา เลย

คราวนี้โดยบังเอิญ ผมก็ไปพบงานวิจัยปรับชีวิตเพื่อรักษาเบาหวานเข้า งานวิจัยนี้เรียกว่างานวิจัย DPPRG เขาเอาคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มา 3234 คน มาจับฉลากแบ่งเป็นสามกลุ่ม กลุ่มที่ 1. ให้ปรับชีวิตในสามประเด็นคืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด กลุ่มที่ 2. ให้กินยาเบาหวานซะเลยรู้แล้วรู้รอด กลุ่มที่ 3. ไม่ต้องทำอะไร ใช้ชีวิตไปตามปกติของตน แล้วตามดูคนพวกนี้ไปสี่ปี ดูว่าใครจะป่วยเป็นโรคเบาหวานมากกว่ากัน ผลเป็นอย่างนี้ครับ

กลุ่มที่ไม่ทำอะไรเลยเป็นเบาหวานมากที่สุด กลุ่มที่กินยาเบาหวานเป็นเบาหวานรองลงมา ส่วนกลุ่มที่ปรับชีวิตเป็นเบาหวานน้อยที่สุด น้อยกว่ากลุ่มแรกเกินสองเท่าตัว

ผมศึกษางานวิจัยถึงการปรับอาหารเพื่อลดไขมันในเลือดและลดการเป็นโรค เริ่มต้นผมก็มาสะดุดที่งานวิจัยขนาดใหญ่ของฮาร์วาร์ดอันนี้ ในงานวิจัยนี้ ฮาร์วาร์ดตามดูคนแปดหมื่นกว่าคนนาน 12 ปี เพื่อจะดูว่าการกินไขมันแบบไหนทำให้ป่วยและตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจมาก ที่สุด โดยใช้แคลอรี่ที่เท่ากันเป็นตัวเทียบ และเอาแคลอรี่จากอาหารคาร์โบไฮเดรตเป็นเกณฑ์มาตรฐาน พูดง่ายๆว่าเป็นงานวิจัยเทียบระดับความชั่วร้ายของไขมันชนิดต่างๆ ก่อนหน้านี้ผมมีความเข้าใจว่าน้ำมันหมู น้ำมันวัว หรือที่เรียกกันว่าไขมันอิ่มตัวนั้น เป็นไขมันที่ชั่วร้ายที่สุด แต่พอมาศึกษางานวิจัยนี้จึงรู้ว่าเข้าใจชีวิตผิดไปแล้ว

ผลของงานวิจัยนี้ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดคือไขมันทรานส์ ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตถึง 93% ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูน้ำมันวัวที่ทำให้ป่วยและตายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตสิบ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น คือสรุปว่าไขมันทรานส์นี้ชั่วร้ายกว่าน้ำมันหมูหลายเท่า

ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าไขมันทรานส์นี่มันอะไรกันวะ เมื่อศึกษาเพิ่มเติมจึงได้ทราบว่าไขมันทรานส์นี้แต่ก่อนมันมีในอาหารของ มนุษย์เราน้อยมาก เพราะมันไม่มีอยู่ในธรรมชาติ แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนคนเราเกิดความกลัวน้ำมันหมูน้ำมันวัวแบบขี้ขึ้นสมอง คนก็หันไปหาน้ำมันพืชซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง แต่ว่าน้ำมันไม่อิ่มตัวนี้มันเอามาทำอาหารอุตสาหกรรมไม่ได้ เพราะมันเหลวเละ อัดเป็นก้อนไม่ได้ ทำให้เป็นผงก็ไม่ได้ นักอุตสาหกรรมจึงเอาน้ำมันพืชมา แล้วใส่ไฮโดรเจนเข้าไปเพื่อให้โมเลกุลของมันมีความเสถียร ทำเป็นก้อนได้ ทำเป็นผงได้ น้ำมันที่ได้จากการใส่ไฮโดรเจนนี้เรียกว่าไขมันทรานส์ มันทำมาจากน้ำมันถั่วเหลืองก็จริง แต่มันกลายเป็นน้ำมันอีกอย่างไปแล้ว คุณสมบัติมันเปลี่ยนไปแล้ว เหมือนคนเคยเป็นเสื้อเหลืองตอนนี้เปลี่ยนเป็นเสื้อแดง มันคนละเรื่องแล้ว แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนวงการแพทย์ยังไม่รู้ เราก็เอาไขมันทรานส์มาทำอาหารอุตสาหกรรมเช่นเนยเทียม ครีมเทียมใส่กาแฟ และเอามาทำ เค้ก คุ้กกี้ ขนมกรุบกรอบต่างๆ เหล่านี้แหละคือไขมันทรานส์

ผมถึงบางอ้อเลย เพราะผมดื่มกาแฟ “ทรีอินวัน” ใส่ครีมเทียมและน้ำตาลก้อนวันละหลายแก้ว มีคุ้กกี้ควบกับกาแฟเสมอ แถมกลับบ้านโซ้ยเค้กซาราลีเป็นมื้อเย็นอีก เรียกว่าผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของไขมันทรานส์ ไขมันที่ชั่วร้ายที่สุดมาซะนานนะเนี่ย อุตส่าห์เลิกแคบหมูของโปรดนึกว่าจะได้ดี..ที่ไหนได้

ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง คือผมทบทวนงานวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จนผมสรุปข้อมูลได้แน่ชัดว่าหากเรากินอาหารคาร์โบไฮเดรตเข้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้ง น้ำตาล หากคาร์โบไฮเดรตมันเหลือใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นไขมันเก็บไว้ และทำให้ระดับไขมันเลวในร่างกายเพิ่มขึ้น และเมื่อผมตามไปดูงานวิจัยที่มาของคาร์โบไฮเดรตในอาหารของคนอเมริกัน ก็พบว่า 35% มาจากเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเช่นน้ำอัดลมต่างๆ อ้าว..เอาอีกแล้วผม เพราะผมดื่มโค้กแทนน้ำเปล่า ผมรับมาเต็มๆอีกแล้ว

มาถึงจุดนี้ เห็นงานวิจัยพวกนี้ ผมสรุปได้แล้วว่าทางไปอยู่ที่ไหน ทางไปคือต้องปรับชีวิตในสามประเด็น คืออาหาร ออกกำลังกาย และจัดการความเครียด ผมตัดสินใจเลย…ต้องเดินหน้าทดลองกับตัวเอง

ผมโยนยาที่หมอให้มาทิ้งหมด เอาแบบพระเจ้าตากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทร์

เอาเรื่องอาหารก่อน เริ่มด้วยการเปลี่ยนโค้กเป็นโค้กซีโร่ ปรากฏว่าไม่ได้ผล เพราะมันบ่แซ่บ เมื่อลิ้นมันเรื่องมากผมจึงตัดบทเปลี่ยนจากโค้กซีโร่มาเป็นน้ำเปล่าซะเลยให้ รู้แล้วรู้รอด เพราะไหนๆมันก็จืดแล้วก็เอาให้จืดสุดๆไปเลย

ทีนี้ก็มาถึงเค้ก ผมติดเค้ก อย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว วิธีแก้ของผมง่ายมาก คือผมออกกฎหมายห้ามนำเค้กเข้าบ้าน ลูกเมียพาลอดกินเค้กกันหมด ได้ผลปึ๊ดเลย

ก็เหลือเรื่องเดียว คือต้องทานผักผลไม้ให้มากขึ้น ตามมาตรฐานที่แนะนำโดย USDA คือต้องทานให้ได้ถึงวันละ 5 เสริฟวิ่ง หนึ่งเสริฟวิ่งนิยามว่าเท่ากับผักสดหนึ่งจาน หรือผลไม้ลูกเขื่องๆเช่นแอปเปิ้ลหนึ่งลูก วันหนึ่งต้องได้ 5 เสริฟวิ่ง โอ้โฮ จะเอาเวลาที่ไหนมาเคี้ยวกันละครับ เพราะทุกวันนี้แค่อาหารตามมื้อปกติยังจะไม่มีเวลาเคี้ยวเลย แต่ก็พอดีช่วงนั้นมีเครื่องปั่นอาหารด้วยความเร็วสูงเข้ามาขายในบ้านเรา คือความเร็วสูงถึงสามหมื่นรอบต่อนาที ขณะที่เครื่องปั่นอาหารทั่วไปความเร็วอย่างมากก็แค่สามพันรอบต่อนาที ด้วยรอบที่สูงขนาดนี้ ทำให้สามารถปั่นส่วนของผลไม้แข็งๆเช่นเม็ดในขององุ่นหรือฝรั่งให้กลายเป็น ของเหลวที่ดื่มได้เลย เขาเอามาปั่นผลไม้ที่แช่แข็งแล้วให้กลายเป็นน้ำแข็งฝอยคล้ายไอศครีมซึ่ง เรียกกันทั่วไปว่าเชอร์แบท ก่อนหน้านั้นผมเองเคยได้อ่านหมออเมริกันคนหนึ่งเขียนถึงการรักษาคนสูงอายุ ที่ฟันไม่ดีและเป็นโรคขาดวิตามินด้วยวิธีการปั่นผักและผลไม้จนเหลวเป็นน้ำ ให้ดื่มจะได้ไม่ต้องเคี้ยว ผมจึงบอกภรรยาซื้อเครื่องปั่นแบบนี้มาลองดู ตื่นเช้าก็เอาผลไม้และผักอะไรก็ได้ที่เหลือจากห้องครัวโยนใส่โถแล้วปั่นให้ เป็นน้ำ แต่งรสด้วยมะนาวกับน้ำผึ้งนิดหน่อยให้พอกระเดือกได้ แล้วใส่ขวดโค้กยักษ์จุหนึ่งลิตรไปดื่มที่ที่ทำงาน ค่อยๆดื่มไปตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อเที่ยง พอบ่ายก็ทานสลัดที่ภรรยาทำใส่กล่องพลาสติกไปให้ กาแฟก็เปลี่ยนเป็นกาแฟดำ คุ้กกี้ที่ทานกับกาแฟก็เปลี่ยนเป็นถั่วหรือนัทที่ภรรยาอบมาให้จากบ้าน เป็นอย่างนี้ทุกวันเช้ายันเย็นไม่ทานข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวหรือของแข็งอะไรอื่น เลย มีมื้อเย็นมื้อเดียวที่ผมทานอาหารปกติกับลูกเมียที่บ้าน แต่ก็ลดข้าวลงจากหนึ่งจานเต็มๆเหลือสองช้อน สองช้อนโต๊ะนะครับ ไม่ใช่สองทัพพี ชีวิตแบบนี้ก็ดีนะครับ สุขสบายกว่าเดิม โดยเฉพาะมื้อกลางวันไม่ต้องออกไปทานข้างนอกต้องคอยรับไหว้เด็กๆตั้งแต่เดิน ไป นั่งกิน แล้วเดินกลับ ไม่หนุกเลย

คราวนี้ก็มาถึงเรื่องการออกกำลังกาย ปัญหาแรกก็คือเวลา เพราะเช้าก็ต้องรีบไปทำงาน เย็นกลับมาก็สองสามทุ่ม ทานอาหารเสร็จก็ได้เวลานอนแล้ว ตอนแรกผมใช้วิธีออกไปเดินเร็วๆในหมู่บ้าน หมาเห่ากันเกรียวเพราะมันค่ำแล้ว แล้วผมเนี่ยมีนิสัยไม่ดีอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบทะเลาะกับหมามาตั้งแต่เด็ก การออกไปวิ่งแต่ละครั้งแทนที่จะผ่อนคลายกลับกลายเป็นความเครียด จึงต้องเปลี่ยนใหม่ ซื้อเครื่องวิ่งสายพานมา มาตั้งไว้ในห้องทีวี ใหม่ๆก็ขยันเดินขยันวิ่งด้วยความลำบาก เพราะหากจะออกกำลังกายให้ได้ผลดีอย่างที่งานวิจัยเขาบอกไว้ ต้องออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ซึ่งนิยามว่าต้องหอบแฮ่กๆจนร้องเพลงไม่ได้ และต้องต่อเนื่อง ซึ่งนิยามว่าต้องแฮ่กๆต่อเนื่องกันไปอย่างน้อย 30 นาที และต้องสม่ำเสมอ ซึ่งนิยามว่าต้องทำแบบนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ซึ่งพอลงมือทำแล้วมันไม่ง่ายเลย พอออกกำลังกายแล้วมันก็ปวดเมื่อย เหนื่อย และนอนมาก แต่เวลาของเรามีน้อย เริ่มต้นก็ทำได้ถี่ แล้วก็ค่อยๆห่างไปๆ จนเครื่องเดินสายพานกลายเป็นเครื่องประดับรกห้องทีวี ท้ายที่สุดทนดูมันไม่ได้ต้องย้ายไปไว้บนชั้นสาม เด็กคนใช้ชอบใจเพราะได้ที่ตากผ้าขี้ริ้ว ผมเปลี่ยนไปซื้อเครื่องโยกแบบที่เรียกว่า elliptical มาแทน ก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่ แล้วก็ล้มเหลวอีก แล้วก็พยายามใหม่อีก แบบว่า.. ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น เวลาผ่านไปหกเดือน ก็ยังออกกำลังกายไม่สำเร็จ

ในที่สุดผมต้องนั่งจับเข่าคุยกับตัวเองว่าถ้าผมเชื่อว่าการออกกำลังกายเป็น เรื่องสำคัญที่สุด ผมต้องทำมันก่อนสิ่งอื่นในแต่ละวัน เพราะในวิชาการบริหาร หลักการบริหารเวลาคือทำเรื่องสำคัญก่อน ดังนั้นตื่นเช้าขึ้นมาผมต้องออกกำลังกายก่อน ถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย ยังไม่ต้องทำเรื่องอื่น

ในที่สุดสูตรนี้ก็เวอร์ค ผมตื่นมา ออกกำลังกายก่อน เริ่มตั้งแต่ในที่นอนเลย แล้วก็ไปต่อที่สนามหญ้าหน้าบ้าน วิ่งบ้าง ดึงสายยืด ยกดัมเบล เอาจักรยานออกไปขี่บ้าง รำมวยจีนบ้าง แล้วในที่สุดก็ทำได้อย่างต่อเนื่อง

หลังจากออกกำลังกายได้ต่อเนื่องเดือนเดียว ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป พุงยุบจนเปลี่ยนกางเกงตามไม่ทัน น้ำหนักลดลง มองโลกในแง่ดีมากขึ้น และมีความกล้าตัดสินใจที่จะทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้น พอผ่านไปได้หกเดือน ครบกำหนดตรวจร่างกายประจำปี ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติหมด ทั้งความดันเลือด ไขมันในเลือด และน้ำหนัก มันเหลือเชื่อจริงๆ การเปลี่ยนชีวิต ทำให้ผมเลิกยาวันละกำมือได้ นี่ขนาดผมยังไม่ได้เริ่มทำอย่างที่สามจริงจังเลยนะ คือการจัดการความเครียด ผมยังไม่ได้เริ่มจริงจังเลย

ณ จุดนั้นผมมานั่งคิดใคร่ครวญดู ตัวเราหรือก็อายุก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะผ่าตัดหัวใจให้คนไข้ไปได้อีกอย่างมากก็สองสามร้อยคนแล้วก็เกษียณ ผ่าไปแล้วพวกเขาใช่ว่าจะหายจากโรค อีกสิบปีถ้ายังไม่ตายก็จะพากันกลับมาให้ผ่าใหม่ แล้วเวลาในชีวิตของผมเองก็เหลืออยู่จำกัด ยิ่งเวลาในชีวิตงวดลง เวลาก็ยิ่งดูจะมีค่ามากยิ่งขึ้นทุกที ผมจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำผ่าตัดอีกต่อไปอย่างนี้หรือ ทำไม่ผมไม่ทิ้งการผ่าตัดให้คนรุ่นหลังเขาทำกันไปละ ตัวผมเปลี่ยนไปทำอะไรที่ช่วยคนไข้ในวงกว้างได้ถาวรกว่าการผ่าตัดหัวใจเสีย ไม่ดีกว่าหรือ

คิดได้แล้วผมก็ตัดสินใจเลย คือลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล เลิกผ่าตัดหัวใจ หันไปเรียนหนังสือใหม่ ไปฝึกอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว จะได้ทำงานป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพได้เต็มที่ อ่านหนังสือและทำวิจัยอยู่สองปีก็สอบเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว หรือ Family Medicine ได้ ไปสอบกับหมอรุ่นเด็กๆตอนอายุห้าสิบปลายๆนะ ปูนนี้แล้วคนเราถ้าไม่ตั้งใจจริงก็คงไม่ทำ จากนั้นก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นหมอทั่วไป ไม่ผ่าตัด ไม่รักษาคนป่วยแล้ว แต่ให้คำแนะนำคนดีๆที่ยังไม่ป่วยว่าต้องเปลี่ยนชีวิตอย่างไร จึงจะไม่ป่วย

จาก: http://visitdrsant.blogspot.com/2014/07/4.html

62 Comments

  1. Chitanana on

    ขอบคุณนะค่ะ คุณหมอที่ให้ความรู้ใหม่
    รู้สึกโชคดีจริงๆค่ะที่ได้มาอ่านบทความของคุณหมอ
    ขอให้สิ่งที่คุณหมอได้ให้ความรู้แก่คนร่วมโลกและหนู
    ส่งผลทำให้คุณหมอและครอบครัวมีความสุขมากๆในชีวิตและขอให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนนะค่ะ
    ขอบคุณจากใจค่ะ

  2. Anonymous on

    ขอบคุณคะที่ให้ความรู้

  3. อรสา อินทุยศ on

    ขอบคุณค่ะคุณหมอให้ความรู้ ใหัตัวอย่างโดยเอาตัวเองเป็น case study ทำให้มองเห็นความเป็นมาและเป็นไป เหตุและผลต่อเนื่องอย่างชัดเจนเป็นขั้นเป็นตอนเลยค่ะมองภาพได้เป็นฉากๆ เป็นวิทยาทานให้ใครๆรู้จักโรคและสามารถที่จะดูแลรักษาตัวเองได้(อย่างนี้แล้วต่อไปหมอจะรักษาใคร หมดอาชีพแน่ พูดเล่นค่ะ)คุณหมอดีมากนะคะที่เผยแพร่ จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมเยอะเลยค่ะ ตัวเองไม่ได้เป็นโรคทุกโรคที่คุณหมอเล่า แต่ก็รู้สึกว่าที่บอกเล่ามันเป็นประโยชน์มากๆ จึงต้องขอขอบคุณแทนคนป่วยที่จะมีทางเลือกใหม่ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้งานเวชศาสตร์ของคุณหมอเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเช่นกันนะคะ สวัสดีค่ะ

  4. ได้สาระดีมากครับ
    อ่านแล้ว่เข้าใจง่ายสามารถคิดตามไปเรื่อยๆ
    คุณหมออธิบายได้ดีครับเป็นขั้นเป็นตอน
    ขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ

  5. สุดยอดครับคุณหมออ่านเหนื่อยเหมือนกัน
    แต่เหนื่อยแล้วเราได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์
    ที่ไม่เคยมีหมอคนไหนกล้าคิดกล้าทำอย่างนี้
    ผมเชื่อว่าคุณหมอได้แนะนำในทางที่ถูกต้องแม้ว่าผมเพิ่งอ่านจบไปเมื่อสักครู่นี้นี่เอง
    ผมเชื่อว่าคุณหมอตัดสินใจถูกแล้วที่เปลี่ยนใจ
    กลายมาเป็นหมอรักษาโรคโดยการแนะนำให้
    คนไข้เปลี่ยนพฤติกรรมในการกินอาหาร,
    ออกกำลังกายและขจัดความเครียด
    ผมเองก็จะลองปฏิบัติดูและถ้าได้ผลดี
    ผมก็จะแนะนำให้คนอื่นทดลองปฏิบัติเช่นกัน
    ขอขอบคุณๆหมอมากครับ

  6. ภราดร ธัญญาพันธุ์ on

    ผมเป็นสถาปนิก ก่อนเกษียณก็มีอาการป่วยเหมือนหมอ. คงใช้ชีวิตคล้ายกัน หลังเกษียณมีเวลามากขึ้น ทำresearch เรื่องนี้อยู่นานจึงปลี่ยนการต้องกินยาที่หมอสั่งมาเป็นอาหารประเภทผัก ผลไม้และปลาเป็นส่วนใหญ่ มีการออกกำลังกายบ้าง ตั้งวงร้องเพลงกันบ้าง พยายามทำงานน้อยลงแต่ออกไปไร่นาทำสวนปลูกป่ามากขึ้น ปัจจุบันเกือบ76 แล้ว สุขภาพยังดีอยู่ทั้งกายและใจ. จึงขอสนับสนุนในปนิธานของหมอด้วย

  7. เยาวดี ตันสุวัธน์ on

    บทความนี้เป็นบทความที่ดีจริงๆค่ะ ขอบคุณที่เตือนสติน่ะค่ะ

  8. เยาวดี ตันสุวัธน์ on

    ดิฉันกำลังจะต้องผ่าตัดลิ้นปิดเปิดหัวใจ ไม่อยากทำ จะทำอย่างไรดีคะ

  9. Bundharee Stierasuta on

    เป็นประโยชน์มากสำหรับทุกๆคนเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและบอกต่อๆกันดีมากค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะ

  10. เกียรติกร วัชรากร on

    ขอบคุณครับคุณหมอ มีประโยชน์มากเลยครับ ผมจะนำไปปฏิบัติและบอกต่อครับ

  11. ตุ๊กตุ่น on

    เป็นอะไรที่ดีมากเลยครับ โดนเต็มๆทั้ง 3 ข้อเลย การกิน ออกกำลัง ความเครียด ได้กำลังใจเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ฮึบ

  12. อานนท์ on

    ผมคนไข้โรคหัวใจบอลลูน7ตำแหน่งอาจารย์ ทำมาปี56 การดูแลก็กอนยาเป็นกำมือ ออกกำลังกาย ลดอาหารพวกสัตว์ ตีึั้ครั้งมันต้องเจอกับอาหารเนื้อสัตว์ตามท้องตลาดแต่ก็มาลดที่บ้านตำน้ำพริกกอนผักต้มเอง ขณะนี้ดีขึ้นแล้ว พยายามทำในความคิดเราคือกินผักเว้นพวกเนืีอสัตว์แล้วระบบเลือดเราจะดีครับ

  13. ทำไมคุณหมอต้องเปรียบเทียบเรื่องน้ำมันทรานส์ จากคนเสื้อเหลืองตอนนี้เป็นเสื้อแดงด้วยคะ? Subject : การเมืองกับสุขภาพ!
    ดิฉัน red shirt แต่รักษาสุขภาพดีค่ะ!

    คุณหมอไม่เคยเรียนเลยเหรอคะว่า “You are what you eat!” ?

    Take care ค่ะ

  14. Anonymous on

    สุดยอดค่ะ คุณหมอ… อยากให้คนที่กำลังเดินทางผิดได้อ่าน

  15. precha piyarat on

    เหลืออีกอย่างเดียว คือการนั่งสมาธิ วิจัยดูซิว่า จะเป็น Family Medicine ได้ไหม

  16. Anonymous on

    เหลืออีกอย่างเดียว คือการนั่งสมาธิ วิจัยดูซิว่า จะเป็น Family Medicine wfhws,

  17. Anonymous on

    มีเหตุ มีผล มีมุขการเขียน สัมผัสเปนได้ว่าเปนจริง ไห้ความรุ้ดีเยียม ขอนำสิ่งนี้บอกต่อน่ะครับ

  18. ขอแสดงความยินดีกับคุณหมอนะค่ะที่ต่อสู้กับอารมณ์ตัวเองและก็ผ่านช่วงที่เปลี่ยนแปลงการเริ่มต้นใหม่ การใช้ชีวิตให้มีความสุข ยินดีมากๆค่ะ ขอให้คุณหมอมีความสุขมากๆ สุขกาย สุขใจ สุขภาพดี และ มีความสุขตลอดไปค่ะ

  19. Anonymous on

    ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำตาม

  20. Anonymous on

    เยี่ยมมากๆๆค่ะคุณหมอขอชื่นชม เพราะตอนนี้ก็กำลังเป็นเหมือนคุณหมอเป็น ต่างกันตรงที่ขณะที่เป็นความดันสูง ไขมันในเลือดสูงทั้งๆๆที่ออกกำลังกาย มาตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน ค่ะ

  21. รบกวนสอบถามนะคะ กรณีคนเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบและกินยาทุกเดือน บริจาคโลหิตได้ไหมและจะมีผลอะไรกับทางผู้ให้และผู้รับบ้างคะ

  22. Anonymous on

    บทความยาวเกินไปครับตามหลักภาษาไทยควรจะย่อความให้กระชับครับ

  23. ครูผู้สนใจดูแลสุขภาพโดยไม่ใช้ยาและมีจิตอาสาเผื่อแผ่ผู้อื่น on

    ขอบคุณคุณหมอ ขอบคุณท่านที่ช่วยแชร์ เป็นวิทยาทานที่วิเศษ นำความมั่นใจมาเติมจนเต็ม…เรามาถูกทางแล้วๆๆ

  24. เกินคำบรรยาย เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดคือการปฏิบัติจริงๆของคุณหมอเพื่อหาความจริงมาเผยแผ่นั้น มีค่ามากที่สุด ขอบคุณมากๆครับ

  25. Anonymous on

    คนฉลาดและกลเาแต่ทำงานแคบไม่เห็นโลก เมื่อได้เห็นจึงทึ่งแต่โรงพยวบาลพญาไทยไม่ปลื้มแน่ โชคดีครับ หลึดกะบาได้แล้วครับ สาธุ

  26. Anonymous on

    เป็นความคิดที่ดี ป้องกันไม่ให้เป็นโรคดีกว่ารักษาโรค ต้องรณรงค์เด็กรุ่นใหม่อย่าบ้า Fast Food อาหารBagery นำ้อัดลม กาแฟท่ีขายใส่โถเป็นหม้อ กาแฟสตาร์บั๊ก และกาแฟสารพัดแบรนด์เนม จะลดคนอ้วนตุ๊ตะ๊ นำ้กนักเป็นร้อยๆกิโลท่ีมีมากมายเดินเกลื่อนเมือง แต่ก่อนไม่มีมากขนาดนี้ เดี๋ยวนี้เดืนไปทางไหนเห็นเต็มไปหมด

  27. Anonymous on

    ขอบพระคุณคุณหมอมากๆค่ะ ขออนุญาตแชร์ให้คนอื่นๆได้อ่านนะคะ ขอให้ผลบุญครั้งนี้ช่วยให้คุณหมอและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรง ประสพแต่สิ่งดีๆตล
    อดไป..

  28. จันทรา วงศ์มณี on

    ขอบคุณมากเลยค่ะอาจารย์ที่นำเอาประสบการณ์มาเล่าให้ฟังโดยส่วนตัวหนูเองก็มีความเชื่อในการทานอาหารให้เป็นยาเพราะทุกวันนนี้หนูอ่านpaperทั้งของนพ. เปี่ยมโชค. ชลิดาพงศ์ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาบำบัดและได้มีโอกาสไปเรียนกับท่านด้วยเลยเพิ่งถึงบางอ้อเหมือนกันว่าเราทานอาหารผิดๆกันมาตั้งนานและอาหารที่ทานเข้าไปก็ทำร้ายตัวเราเองด้วยเนื่องจากคุณแม้เป็นมะเร็งเต้านมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าสาเหตุเกิดจากการทานน้ำเต้าหู้เพราพึุณแม่ทานทุกตอนเช้าแทนอาหารเช้าซึ่งเป็นการทานที่ผิดวธีอย่างมากเพราะจริงๆแล้วตามหลักโภชนาการร่างกายต้องการโปรตีนจากพืชเพื่อซ่อมแซมเซลมากที่สุดดังนั้นมื้อเช้าเป็นมือที่ควรเน้นทานโปรีตีนให้มากตามหลักโภชนาบำบัดเป็นการกระตุ้นต่อมธัยรอยด์ให้เร่งทำการเผาผลาญมากขึ้นเป็นผลส่งต่อไปยังขบวนการเผาผลาญต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีขึ้นตามด้วยแลยทำให้เราไม่มีไขมันสะสมส่วนเกินมาพอกตามส่วนต่างๆของร่างกายและจากการหนูได้ค้นคว้าอ่านpaperจากตปท. ปรากฎว่ามาเจอpaperฉบับหนึ่งเขียนเรื่องอันตรายจากไขมันไท่อิ่มตัวprofessor ท่านนี้ก็เป็นศัลยแพทย์ผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจเหมือนกัยอาจารย์ท่านและคณะแพทย์ทีมงานในเมกาได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบที่ให้ข้อมูลชาวโลกมาผิดๆที่เคยบอกว่าให้กินน้ำมันจากถั่วเหลืองจะได้ไม่มีการอุดตันของหลอดเลือดข้อมูลที่มีผู้ป่วยความดันเบาหวานหัวใจเพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกันเหมือนที่อาจารย์เขียนไว้ในข้างต้นและยังมีpaperที่พูดถึงอันตรายจากนมและน้ำตาลที่เราคาดไม่ถึงอีกพอหนูได้อ่านบทความที่อาจารย์เขียนฉบับบนี้หนูเลยคิดว่าอยากเขียนต่อเพิ่มให้อักสักริดน่ะค่ะว่าจากการที่หนูศึกษาอ่านข้อมูลเรืองโถชนาบำบัดมาเยอะพอสมควรและจากการได้รับการแนะนำสอนจากนพ. เปี่ยมโชค. ชลิดาพงศ์ทำให้หนูมั่นใจมากขึ้นว่าคนเราป่วยจากการกินอาหารที่ผิดๆกันมากจริงๆเพราะหนูเองเคยอ้วนและลดไม่ลงลองมาทุกวิธีเลยแล้วพอมารู้ว่าการกินน้ำตาลมากเกิน6ช้อนชาต่อวันเป็นการไปblockการทำงานของธัยรอยด์และเพิ่งรู้ว่านมทถกชนิดมีน้ำตาลเหมือนกันแม้ในนมจีดและยังเป็นอาหารของเซลมะเร็งอย่างดีเลยอยากให้ทถกคนค้นหาอ่านในเนท””อันตรายจากน้ำตาล” ” อันตรายจากนม”

  29. Anonymous on

    ท่องไว้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ขอบพระคุณค่ะสำหรับข้อมูลจากประสบการตรงที่มีค่า ความเมตตาจากจิตอีนเป็นกุศลค่ะ

  30. Anonymous on

    ดีมากๆๆเลยค่ะขอบคุณมากนะค๊ะ

  31. ขอบพระคุณคุณหมอมากๆค่ะ ที่ให้ทุกคนได้
    ตระหนักถึงคุณค่าดีดีของพืชผักสมุนไพรธรรมชาติ

    ดิฉัน ขอยืนยันว่า การรับประทานอาหารมังสวิรัติ พืช ผัก ผลไม้ เป็นหลัก ปลา ไข่ นมจืด
    นมเปรี้ยว โรเบิร์ต น้ำเปล่า ืน้ำผึ้งแท้ น้ำมะนาว โซดา น้ำสมสายชูแท้ ใบชา ใบหม่อน ฯลฯ เน้นผลิตผลสดจากธรรมชาติ

    การออกกำลังกาย โยคะ สมาธิ การฝึกลมปราณ
    การออกกำลังกายแบบยืดเส้นยืดสาย ช่วยให้
    ร่างกายแข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยก็จะฟื้นตัวได้เร็ว ร่างกายกระฉับกระเฉงไม่อ่อนล้า มีสุขภาพดี

    ขออนุญาตนำข้อมูลนี้เผยแพร่ลงใน
    อรรถวันท์ เกตุดาว facebook เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชน

  32. than_gui@hotmail.com on

    สุดยอดแห่งความ รอดตาย ค่ะยังทันที่จะกลับมาคิดใหม่ทำใหม่ และเผยแผ่ความจริง ตวามคิดการกระทำนี้เพื่อคนอื่นๆที่มีพฤติดรรมการกินการใช้ชีวิต และยังยกตัวอย่างงานวิจัยหลายเรื่องให้มองเห็นความจริงนั้น ชัดเจนอย่าเราดูหนัง กราบขอบพระคุณมากค่ะคุณหมอ ในฐานะเป็นพยาบาล เป็นครูพยาบาลมาก่อน ตอนนี้ก้ออายุหกสิบกว่าๆแล้ว จะส่งต่อเผยแผ่ ให้เยอะที่สุดค่ะอาจารย์หมอคะทั้งเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด ขอบพระคุณจริงๆค่ะ

  33. ผมขอขอบุคณในการแชร์และแบ่งปัน ความรู้ความสามารถของคุณหมอมาก
    ฟังแล้วก็เลยนึกคิดไปไกล ผมก็อยากได้ไปพบไปเจอกับคุณหมอ คือผมก็มีเพื่อนเป็นหมอหลายคน และก็มีชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่น แต่หลายคนก็ได้เปลี่ยนวิถีชีวิต ก้าวไปสู่ การมี เวลา
    มีอิสระภาพในการใช้ชีวิต ไม่เครียดและก็มีความสุขกับชีวิต ถ้าหากคุณหมอจะลองสระเวลาได้ลองมานั่งคุยกับเพื่อนๆที่เป็นหมอของผม ตัวผมก็ยินดีที่จะเป็นคนเชื่อมประสานให้

  34. สมชาย มุณีกร on

    ขอบคุณมากครับ นับเป็นวิทยาทานท่ียิ่งใหญ่มาก ผมก็เป็นคนท่ีค่อนข้างจะเก่งนะครับ(เข้าใจเอาเอง) ตอนนี้ได้รู้จักไขมันทรานส์ และอื่น ๆ อีกมาก อายุ ๖๓ ปี แล้วครับ ยังหล่อเฟี้ยว มีเงินเต็มกระเป๋า รับประทานยาวันละเต็มกำมือ เบาหวาน , ความดัน , ไขมัน , คลายเครียด(ยานอนหลับ) จะเริ่มทำจริง ๆ จัง ๆ ละครับ เพื่อจะได้ไปเที่ยวที่โน่นท่ีนี่เหมือนคนอื่นเขาบ้าง ขอให้ความดีงามเหล่านี้ตอบแทนคุณหมอด้วยครับ สมกับท่ีเป็นคุณหมอด้วยจิตวิญญาณ

  35. สมชาย มุณีกร on

    ขอบคุณมากครับ ท่ีได้แนะนำให้รู้จักไขมันทรานส์ และวิธีรักษาโรคด้วยตัวเอง ตอนนี้ผมอายุ 63 แล้วครับ ยังหล่อเพี้ยว แต่ต้องทานยาวันละสิบกว่าเม็ดครับ เบาหวาน , ไขมัน , ความดัน , ยาคลายเครียด(ยานอนหลับ) ผมจะเริ่มดำเนินชีวิตแบบท่ีท่านแนะนำเสียท่ีนับเป็นแรงบันดาลใจสูงสุดท่ีเคยมีมา ขอให้คุณงามความดีเหล่านี้ได้ตอบสนองคุณหมอด้วยครับ

  36. Anonymous on

    ขอบคุณครับหมอ.
    ที่มีบทความเกี่ยวกับหัวใจ ผมมีพี่ชาย อายุ 43 ปี จบวิศวโยธา การงานมั่นคง เค้าคงมีอนาคตไปไกลถ้าหมอ (หมายถึง ร พ ขิองเอกชล ที่อื่น)ไม่บอลลุนหลอดเลือด หัวใจ และหลังการบอลลึุน จะต้องทานยา ฟาร์มาลิน.และวิตามีน C
    แต่สารอาหาร อื่นๆที่จะต้องทานผลปรากฎว่า หมอห้ามไม่ให้ทาน สุดท้าย เลือดก็นืด และแข็งตัวผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลา เพียงแค่ เดือนเศษ จากการรักษา…
    ถ้เป็นเพราะผู้ป่วยมั่นใจ ในหมอรักษ่า.

  37. วีระวัฒน์ ชส. on

    นี่คือความจริงที่สุด เป็นส่วนหนึ่งขององค์ความรู้ ผมทราบและปฏิบัติมาตั้งแต่อายุยังน้อย ผลคืออายุเซลล์เท่ากับคนอายุ 30 ปี อายุจริงของผมคือ 55 ปี ทุกอย่างมีเหตุผลมีที่มาที่ไป แต่อุปนิสัยคนไทยบางส่วนไม่ชอบ ไม่อ่าน ไม่สนใจอะไรก็แล้วแต่ที่มีเหตุผล เป็นวิชาการ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ ใครหวังดีบอกสอนแนะนำก็ไม่เอา แถมโกรธโมโห จนกว่าจะทุกข์หนัก พบเผชิญเห็นทุกข์จึงเห็นสนใจใฝ่หาปฏิบัติธรรมครับ ธรรมคือทุกสิ่งเป็นธรรมดาธรรมชาติ ต้องมีสติ สัมปชัญญะ คอยเตือนตนเอง ไม่ต้องไปโกรธโมโหใคร ขอให้ทุกท่านตระหนักรู้และปฏิบัติตามแนวทางที่คุณหมอบอกเล่ามานี้ครับ

  38. Anonymous on

    กราบขอบพระคุณคุณหมอค่ะ ดิฉัน
    กำลังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักและเบา
    หวานอยู่พอดี จะนำไปเป็นแนวทางในการ
    ปฏิบัติตนและเข้มแข็งในการออกกำลังกาย
    ขอให้คุณหมอได้บุญเยอะๆนะคะ

  39. ใช่ค่ะ คุณหมอ. You are, what you eat..เรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงต้องใช้ถึง 5 หมู่ จึงจะทำงานและให้พลังงานร่างกายอย่างสมดุล. เพราะต้องการความเป็นกลางระหว่าง กรดด่าง เพื่อไม่ให้เกิดโรคแห่งความไม่สมดุลกับร่างกาย
    การพักผ่อนอย่างเพียงพอในเวลาที่เหมาะสม. การออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการทำงานของสารอาหารและสิ่งต่างๆในร่างกายให้เกิดการทำงานอย่างมีพลังงาน. ในอดีตปูย่าตาทวด เราอยู่กับธรรมชาติจริงๆ. อาหารตามบ้านค่อนข้างเป็นผักน้ำพริก. อากาศบริสุทธิ์ หายใจได้อย่างเต็มปอด จึงทำให้ทุกๆระบบของร่างกายแข็งแรง. อายุยืนยาว. เจ็บป่วยก็ใช้ระบบ สมุนไพร. แต่ส่วนใหญ่ กินยาเป็นอาหาร มิใช่กินอาหารเป็นยา. ยาในที่นี้ก็คือสมุนไพรพืชสวนผักต่างๆในท้องถิ่นตามฤดูกาล

  40. สุพจน์ on

    ผมทำบอลลูนขั้วใจเปลี่ยนการใชีวิตและกินอาหารส่วนใญ่เป็นอาหารเจหรือน้ำปั่นผักความดัปกติไขมันปกติแตอายุมากแล้วเกินหกสิบแยังออกกำลังกายได้ทุวันสุขภาพดีขึ้นผมทำคล้ายวิธีการทีาหมอแนะนำดีมากครับ

  41. ดีมากๆๆๆคะ ดิฉันก็55 ละคะ ทำงานเริ่ม6 โมงเช้า งานเสด เที่ยงคืน ประจำ แถมเสาร์ อาทิตย์ ยังไม่มีวันหยุด หยุด พักผ่อนจริงๆๆๆก็สงกรานต์ 2 วัน ได้อ่านคลิป คุณหมอ แล้ว ต้องเปลียนแปลงใหม่หมดขอบคุณมากๆๆเลยคะ. เหมือนเห็นแสงสว่างเต็มๆๆๆเลยคะ

  42. ประยุทธ พลังโรจน์วัฒนา on

    เรื่องสุขภาพเป็นสื่งที่ทุกคนควรเอาใจใส่ ผมมีความดันสูงตั้งแต่อายุ 45 ปีกินต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 25 ปี ระดับน้ำตาลในเลือด 120 ไขมันในเลือดสูง ต้องกินยาวันละหนึ่งกำมือ เช้า,เย็น และก่อนนอน หมอนัดเจาะเลือดทุกเดือน ครั้งสุดท้ายผมอายุ 70 ปี น้ำหนัก 89 กิโล ไปเจาะเลือดตามหมอสั่งตามปกติ ระหว่างรอผลเลือดและรอตรวจ ผมคุยกับผู้ป่วยวัยเกิน 60 ว่าป่วยเป็นอะไรเพื่อหาประสพการณ์ พบว่าหลายคนต้องฟอกไต สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง บางคนหน้าเหลือง บางคนหน้าดำ ซึ่งเป็นโรคตับและไต ผมจึงค้นคว้าหาสาเหตุใน google พบว่าสาเหตุเกิดจากยาที่มีส่วนผสมทางเคมีเมื่อกินยานานๆก็จะเป็นโรคตับและไต หลายคนก็ทะยอยลาจากโลกไป ผมจึงเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ด้วยการไม่ทานเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ ไส้กรอก หมูยอ กุ้นเชียง ลูกชิ้นทุกประเภท งดของทอดทุกชนิด อาหารฟาสฟู้ดทุกชนิด เปลี่ยนมาทานปลา และต้องเลือกปลาที่ปราศจากสารพิษ เช่น ฟอร์มารีน หรือเลี้ยงด้วยหัวอาหารที่เร่งโต เพราะมีผลกับความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งและซี้ด กินอาหารประเภทสมุนไพรไทย เช่น แกงป่า ผัดฉ่า แกงส้ม ต้มยำ แกงเลียง ขนมจีนน้ำยา น้ำพริกต่างๆ เป็นต้น เนื่องจากอาหารเหล่านี้ประกอบด้วย ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย มะกรูด มะนาว พริก มะเขือ เป็นต้น ผักชนิดต่างๆ เช่น ใบสะระแหน่ โหระพา ใบบัวบก ผักน้ำพริก เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ออกกำลังกายไปด้วย สัปดาห์ละอย่างน้อย 4 วัน และผมค่อยๆลดยาแผนปัจจุบัน พร้อมกับวัดความดันทุกวัน เจาะเลือดวัดระดับน้ำตาลด้วยตนเอง เมื่อเริ่มปกติก็งดยาแผนปัจจุบันไปเลย ผมปฏิบัติและเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารสามเดือนกว่าก็ปกติ ปัจจุบันผมเลิกกินยามาสามปีกว่าแล้ว หมอนัดเจาะเลือดทุกสามเดือน ปกติทุกอย่าง อายุย่างขึ้น 74 ปี และกำลังศึกษาวิธีปฏิบัติตัวโดยมี นายแพทย์ เฉก ธนะรัตน์ เป็นแม่แบบเพื่อจะได้มีอายุถึง 100-120 ปี ( เข้าไปดูใน yutube ได้ครับ )

  43. Anonymous on

    เป็นข้อคิดให้กับคนทำงาน ที่ไม่ห่วงสุขภาพค่ะ

  44. Anonymous on

    คลังความรู้..ศาสตร๋
    .ศีลป์..พลังกายใจ.รวมอยู่ที่คุณหมอ.กราบคารวะค่ะ

  45. Anonymous on

    เป็นบุญต่อคนโง่ทั้งหลายมากๆครับ ขอบคุณท่านที่เมตตาครับ

  46. วนิดา จันทร์สร้อย on

    มีหมอหลายคนที่เปลี่ยนชีวิตอย่างที่เคยเป็นแล้วก็สำเร็จสุขภาพดีขึ้นได้ทำตามได้เลยค่ะยกย่องจริงๆๆๆๆๆ

  47. เป็นบทความที่มีคุณค่ามากๆๆค่ะ ช่วยได้จริงๆๆค่ะเพราะเคยทำให้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและเบาหวานใช้เวลา3-4เดือนคนไข้มีสุขภาพดีขึ้นมากโดยใช้
    1 วิธีควบคุมอาหารลดความเค็มลดแป้งเพิ่มผักผลไม้และถั่ว
    2 ออกกำลังกายเช้าหรือเย็น

  48. ถ้าคุณหมอเจาะลึกไปกว่านี้ถึงกายละเอียด คุณหมอจะทึ่งมากกว่านี้ และช่วยคนได้มากกว่า โดยศึกษาต้นตอสาเหตุของปัญหา เป็นเพราะอะไร ลองเข้าไปดูในงานวิจัยของสหจะโยคะที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาตร์มาแล้วสิค๊ะ เช่นจำพวกโรค psychosomatic

  49. jirakorn on

    บทความคุณหมอ บรรยายได้ละเอียด มีขั้นตอน มีระบบและ การทดลองทีดีมากค่ะ ดิฉันหวังว่าคงจะได้อ่านบทความดีๆ อย่างนี้อีก
    ลูกชายอายุ 30 ปี ส่งมาให้ดิฉันอ่านคะ ดิฉันอายุ 57 ปีค ขอบพระคุณคุณหมอและทุกท่านทีเป็นผู้ทีาให้ทำการทดลอง ที่มีประโยชน์มากค่ะ

  50. Anonymous on

    ดืจังเลยนะคะโชคดีที่มีโอกาสได้อ่านบทความของคุณหมอ..ดิฉ้นทุกวันนี้ต้องกินยาเป็นกำมือคะ…ตั้งแต่นี้ไปดิฉ้นจะเปลื่อน..การกินอาหารใหม่..คิตว่าจะพยายามทำให้ได้คะ

  51. ขอให้คุณหมอได้ทำงานในวงกว้างสมความปราถนา นี่แหละคนไทยต้นแบบ …. เยี่ยมเลยหมอ

Leave A Reply

© 2014 Ladyissue.com เว็บผู้หญิง รีวิวเครื่องสำอาง ความสวยความงาม แฟชั่นอัพเดท | designed by tonapp design